บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด ( มหาชน )
บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด ( มหาชน ) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2515 ด้วยทุนจดทะเบียน 6 ล้านบาท ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง บริษัท เพรซิเดนท์ เอ็นเตอร์ไพรส์ ของไต้หวัน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการผลิต
และ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด ซึ่งรับผิดชอบในด้านการตลาดและการจำหน่าย สินค้า มีวัตถุประสงค์ในการก่อตั้งเพื่อผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ภายใต้เครื่องหมายการค้า "มาม่า"
โดยมีสำนักงานใหญ่แห่งแรกที่ถนน เพชรบุรีตัดใหม่ และ เปิดทำการโรงงานแห่งแรกที่หนองแขม กรุงเทพฯ ซึ่งหลังจากการดำเนินธุรกิจปีแรกผ่านไปหุ้นทั้งหมดได้ถูกโอนไปยังผู้ถือหุ้นคนไทย ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่มาจวบจนปัจจุบัน
บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด ( มหาชน ) เป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจด้านการผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ติดอันดับหนึ่งในสินค้าของโลก ด้วยความภาคภูมิใจ บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นในการผลิตเพื่อตอบสนองความพึงพอใจสูงสุดของผู้บริโภค
"มาม่า"
ชื่อนี้คู่ความอร่อย กับชีวิตคนไทยมากว่า 35 ปี ในรูปแบบของความอิ่มอร่อยที่สะดวกรวดเร็ว โดยเฉพาะปัจจุบันวิถีชีวิตมีความเร่งรีบมากขึ้น คนรุ่นใหม่เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคอาหารบะหมี่ และ เส้นหมี่กึ่งสำเร็จรูป จึงสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ในวิถีชีวิตปัจจุบันเป็นอย่างดี
ขณะเดียวกัน ได้มีการคิดค้นพัฒนารสชาติ ให้มีความหลากหลาย และ อร่อยมากขึ้น แต่ราคาที่จำหน่ายต่อซอง อยู่ในระดับที่ผู้บริโภคหาซื้อได้ง่ายๆ ทำให้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
"มาม่า" สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว
"มาม่า" เริ่มเข้าสู่ตลาดเมืองไทยเป็นครั้งแรก เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2515 แต่ได้รับการต้อนรับไม่ดีเท่าที่ควร เพราะผู้บริโภคไม่คุ้นเคยกับการ "ชงบะหมี่" ประกอบกับราคาในยุคนั้นเมื่อเทียบกับบะหมี่รถเข็นทั่วไป จัดว่าค่นข้างแพง
ปี พ.ศ. 2516 ประเทศไทยมีภาวะเหตุการณ์ทางการเมืองไม่สงบ ตลอดจนประสบกับปัญหาเศรษฐกิจ น้ำมันขึ้นราคา วัตถุดิบขาดแคลน อุตสาหกรรมโดยทั่วไปประสบกับความเดือดร้อนอย่างหนัก อาหารมีราคาแพง หาซื้อลำบาก แต่เนื่องจากมาม่า มีการสต็อกวัตถุดิบไว้เป็นจำนวนมาก จึงสามารถดำเนินการผลิตต่อไปได้ การซื้อหาบริโภคได้สะดวก ง่ายดาย ตลอดจนรคาที่ไม่แพงจนเกินไปนัก
มาม่า จึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่ารวดเร็ว เป็นเวลากว่า 35 ปี ที่
"มาม่า" เข้าสู่ตลาดเมืองไทยด้วยการมองการณ์ไกลว่า นับวันพฤติกรรมของผู้บริโภค มีแต่จะเปลี่ยนแปลงไป สินค้าที่ให้ความสะดวก รวดเร็ว จะเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคให้ความสนใจ ยอมรับ และ
"มาม่า" ก็คือบทพิสูจน์ อีกประการหนึ่งของแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในด้านการตลาด และ เป็นแบรนด์ที่อยู่ในใจของคนไทย
บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด ( มหาชน )
ได้เริ่มดำเนินกิจการในปี พ.ศ. 2485 ภายใต้ชื่อ "เฮียบเซ่งเชียง" ซึ่งเป็นร้านขายของเบ็ดเตล็ด ในตรอกอาเนียเก็ง โดยสินค้าส่วนใหญ่ สั่งซื้อจากฮ่องกง ต่อมาได้ขยายกิจการ เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าจากต่างประเทศ จากฮ่องกง และ ญี่ปุ่น และได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท โดยนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายทั้งสินค้าอุปโภค บริโภค
ในเวลาต่อมา
เมื่อภาวะการแข่งขันรุนแรงขึ้น ท่านอดีตประธาน ดร. เทียม จึงมีแนวคิดที่จะตั้งโรงงานผลิตเอง จึงเริ่มศึกษาด้านการตั้งโรงงานผลิต และ ปัญหาในการบริหารโรงงาน ที่เป็นตัวแทนจำหน่าย พร้อมกันนั้นได้ติดต่อกับ บริษัท ไลอ้อนประเทศญี่ปุ่น สั่งยาสีฟัน และ แชมพูเข้ามาจำหน่าย มีการส่งเสริมการขาย คือ จัดรายการชิงโชค และ มีของแถมพร้อมกับโฆษณาทั้งทางโทรทัศน์ และ วิทยุ
ซึ่งนับว่าเป็นของแปลกในสมัยนั้น ส่งผลให้ยอดขายสินค้าเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้จึงได้ร่วมหุ้นกับ บริษัท ไลอ้อน ประเทศญี่ปุ่น สร้างโรงงานผลิตยาสีฟัน แชมพู ผงซักฟอก และ สร้างโรงงานผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ตามลำดับ
จากความสำเร็จของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ตรา "มาม่า"
ทำให้ บริษัท สหพัฒน์ เริ่มขยายโรงงานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป "มาม่า" ที่ศรีราชา และ จากนั้นได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เป็น บริษัท "มหาชน" ด้วยเงินทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท เมื่อปี พ.ศ. 2521 และเพิ่มเป็น 200 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2531 ปัจจุบัน สหพัฒน์ มีทุนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 600 ล้านบาท และเป็นตัวแทนจำหน่าย สินค้าอุปโภค บริโภคหลากหลายชนิด